มาจับผิดหุ้นกัน??

มาจับผิดหุ้นกัน??

การ จับผิด” ตัวหุ้นที่มองเห็นได้ง่ายรวมทั้งแจ่มชัดที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของจำนวนการค้าขายหลักทรัพย์ในตลาดวันต่อวัน หุ้นตัวไหนที่มีจำนวนการค้าขาย มากยิ่งกว่าธรรมดามากมาย” นั้นคงจะวัดจากจำนวนการค้าขายหุ้นเทียบกับ Market Cap. ของหุ้นของบริษัท โดยปกติ ผมมีความรู้สึกว่าหุ้นที่มีจำนวนการค้าขายต่อวันสูงขึ้นยิ่งกว่า 1%


ก็คงจะนับได้ว่าเป็นหุ้นที่มีการ เก็งกำไร” สูง ซึ่งก็คือว่ามีคนเล่นหุ้นตัวนั้นมากมาย เป็นซื้อหุ้นมาเพื่อขายต่อทำเงินอย่างเร็ว พวกเขาคงจะมิได้นึกถึงเรื่องของเบื้องต้นของกิจการค้านักแม้กระนั้นมักเน้นย้ำที่ข่าวสารหรือ สตอปรี่” ของบริษัทที่ชอบไม่ค่อยใช่หรือเป็นได้ยาก ด้วยเหตุนั้น เวลาพวกเราพินิจพิจารณาหุ้นพวกนี้ พวกเราบางครั้งก็อาจจะต้องระมัดระวังว่า ราคาหุ้นบางทีอาจจะสูงขึ้นยิ่งกว่าราคาเบื้องต้นหากเรื่องราวต่างๆนั้นได้โอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นหรือเปล่าเสร็จสูง อย่างไรก็แล้วแต่ จำนวนจำนวนการค้าขายหุ้นนี้ก็อาจจะควรมีการคาดคะเนว่ามันสูงเกิน 1% ไปๆมาๆน้อยมากแค่ไหน อย่างเดียวกัน พวกเราจำเป็นต้องมองว่าจำนวนหุ้นเวียนในตลาดของหุ้นตัวนั้นเป็นยังไง เนื่องจากถ้าหากหุ้นหมุนวนนั้นมีน้อยได้แก่ มีเพียงแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ อัตราการค้าขาย 1% ก็จะยิ่งมองสูงมากขึ้น แม้กระนั้นถ้าเกิดหุ้นเวียนสูง อัตรา 1% ต่อวันก็บางครั้งก็อาจจะยอมรับได้
การจับผิดในด้านของราคาหุ้นนั้น สิ่งที่ผมจะมองก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ รุนแรง” มากมายนั้น ราคาที่ปรับนิสัยขึ้นหรือลงชอบสูงขึ้นมากยิ่งกว่าธรรมดามากมาย บางวันกระโจนขึ้น 3-5% โดยที่ไม่มีเรื่องราวอะไรเลยหรือมีแม้กระนั้นข่าวสารที่มิได้น่าเร้าใจในด้านของเบื้องต้น เช่น ผู้บริหารหรือ ที่มาของข่าว” คาดว่าผลกำไรตรีนพคุณนี้จะ โต” ฯลฯ ลักษณะของราคาหุ้นที่ดีดตัวขึ้นแรงเป็นบ่อยนั้น สิ่งที่ผมไม่ค่อยสบายใจก็คือ มันบางครั้งอาจจะเป็นหุ้นที่ถูก “Corner” หรือหุ้นที่ผู้บริหารและก็/หรือนักลงทุนรายใหญ่ได้ซื้อหุ้นจนกระทั่งหลงเหลืออยู่ในมือของนักลงทุนรายย่อยน้อยมากกระทั่งทำให้เมื่อมีคนเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มเติม ราคาก็จะ กระโจน” ขึ้นไปแรงมากมาย ในเหตุการณ์แบบงี้ ราคาหุ้นก็ชอบ อยู่สำหรับในการควบคุม” ของคนบางบุคคลหรือบางกรุ๊ปได้
ท้ายที่สุดในเรื่องของราคาหุ้นก็คือ ผมชอบมอง Market Cap. ของหุ้นก่อนจะเริ่มเข้าไปพินิจพิจารณา เพราะเหตุว่าค่าตลาดของหุ้นนั้นมันบอกถึง ขนาด” ของธุรกิจการค้าว่ามันใหญ่ขนาดไหน ซึ่งผมก็ชอบมองว่ามันอยู่ในอุตสาหกรรมอะไร คู่ปรับที่มีขนาดใหญ่มี Market Cap. มากแค่ไหนเทียบกับขนาดของบริษัท หากพบว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มิได้ใหญ่มหึมานักหรือยอดจำหน่ายของบริษัทก็มิได้สูงมากมายแม้กระนั้นราคาหุ้นของบริษัทเวลานี้สูง เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท” ผมก็จึงควรระวังมากมายเวลาพินิจพิจารณา หรือไม่ก็เลิกดูหรือเลิกพอใจไปเลย เนื่องจากว่าช่องทางที่พวกเราจะซื้อหุ้นน่าจะมีน้อย หรือถ้าเกิดซื้อก็ได้โอกาส ไม่ถูกอย่างแรง” สูง Read more มาจับผิดหุ้นกัน??

ก่อนซื้อหุ้น 1 ตัวควรจะมองอะไร??

ก่อนซื้อหุ้น 1 ตัวควรจะมองอะไร??

ก่อนซื้อหุ้น ตัวจะต้องมองอะไรบ้าง เป็นอีก ปริศนาคลาสสิกที่ถามง่าย แม้กระนั้นตอบยากมากมาย เนื่องจากว่าปัญหานั้นช่างยืดยาวเกินกว่าจะตอบให้จบได้ในบรรทัดเดียว อย่างกระนั้นเลย วันนี้ ก็เลยเขียนเนื้อหาของบทความขึ้นมาตอบให้เสียเลยว่า การจะซื้อหุ้นสักตัวนั้นจำต้องไตร่ตรองอะไรบ้าง

1 ต้นสายปลายเหตุมหภาค บริษัทได้รับผลพวงต่อต้นสายปลายเหตุมหภาคอย่างไรบ้าง ชี้แนะให้พินิจจาก PESTEL Model อาทิเช่น การบ้านการเมือง เศรษฐกิจ,รูปแบบทางสังคม,เทคโนโลยี สภาพแวดล้อม แล้วก็ข้อบังคับ ลักษณะอุตสาหกรรม บริษัทได้อยู่ในอุตสาหกรรมแบบใด รวมทั้งอุตสาหกรรมมีความรู้สำหรับเพื่อการแข่งเยอะแค่ไหน ชี้แนะให้พิเคราะห์จาก 5 Forces Model เป็นต้นว่า สาเหตุจากลูกค้า,สาเหตุจากคู่ค้า สาเหตุจากการประลองในอุตสาหกรรมเอง,ต้นเหตุจากผู้เล่นรายใหม่ รวมทั้งสาเหตุจากผลิตภัณฑ์ชดเชย ฐานรากบริษัทเชิงประสิทธิภาพ บริษัททำธุรกิจอะไร แล้วก็มีองค์ประกอบธุรกิจการค้าเป็นยังไงบ้าง ชี้แนะให้ตรึกตรองจาก Business Model Canvas ตัวอย่างเช่น ค่าของบริษัท,ความเกี่ยวพันกับลูกค้า,หนทางการจำหน่าย,กิจกรรมหลัก พาร์ทเนอร์หลัก,ทรัพยากรหลัก,ส่วนประกอบรายได้ และก็องค์ประกอบเงินลงทุน รวมถึงอีกต้นเหตุที่สำคัญมาก เป็น การเสี่ยงของธุรกิจ ฐานรากบริษัทเชิงจำนวน บริษัทมีงบการเงินยังไง แล้วก็งบการเงินมีคุณภาพแค่ไหน เสนอแนะให้พินิจพิเคราะห์ทุกงบการเงิน ตัวอย่างเช่น งบประมาณแสดงฐานะด้านการเงิน ,งบประมาณผลกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ,งบประมาณกระแสการเงินสด งบประมาณแสดงความเคลื่อนไหวส่วนของผู้ถือหุ้น แล้วก็ หมายเหตุประกอบงบการเงิน รวมถึง ข้อคิดเห็นของผู้ตรวจสอบบัญชีด้วย ผู้บริหาร รวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวโยง สิ่งหนึ่งซึ่งเป็นสิ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ตัวบริษัทเองเลย เป็น ผู้ที่เกี่ยวโยงกับบริษัทนั้น ไล่ตั้งแต่ ผู้บริหาร ที่ปรึกษา ผู้ถือหุ้นใหญ่ นักลงทุนควรจะค้นเรื่องราวโกง หรือจังหวะที่จะโกงของแต่ละคนอย่างระมัดระวัง จังหวะเติบโต ธุรกิจการค้าที่ดีจะต้องมีคุณภาพดีแล้ว ธุรกิจที่ดีก็จะต้องมีการเจริญเติบโตด้วย นักลงทุนการวิเคราะห์ช่องทางการเจริญเติบโตของรายได้ กำไรทั้งสิ้น แล้วก็เงินโบนัสของบริษัท ผ่านมุมมองต่างๆค่ารากฐานของธุรกิจ บริษัทต้องมีราคาเท่าไร นักลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาถึงต้นสายปลายเหตุที่จะประยุกต์ใช้สำหรับในการประมาณคุณค่าอย่างมีเหตุผล เลือกแนวทางที่ยอดเยี่ยมแล้วก็เหมาะสมกับกิจการค้า ยุทธวิธีการลงทุน ก่อนที่จะจำหน่ายหุ้นทุกคราว นักลงทุนควรจะมีแผนในใจเสมอว่าจะมีเป้าการลงทุนอย่างไรบ้าง เมื่อไรจะซื้อ เมื่อไรจะถือ และก็เมื่อใดจะขาย การวางเป้าหมายไว้ล่วงหน้าจะมีผลให้การลงทุนมีคุณภาพ การจัดพอร์ตฟอลิโอ นอกเหนือจากการที่จะซื้อหุ้นไหนแล้ว นักลงทุนยังจำต้องทราบอีกด้วยว่าจะซื้อหุ้นในจำนวนเท่าใดของพอร์ต การจัดสรรการเสี่ยงของพอร์ตฟอลิโอ 10 จิตวิทยาการลงทุน สำหรับเพื่อการลงทุนทุกหน นักลงทุนจำต้องรู้จักตัวเอง และก็จำเป็นต้องรู้จักคนอื่นเพราะว่า แต่ละคนกำลังคิดอะไร แต่ละคนกำลังตกอยู่ในสภาพการณ์ความรู้สึกแบบไหน อคติหรือข้อผิดพลาดใดกำลังเกาะประทับใจของแต่ละคนอยู่ พวกเราจะต้องก้าวผ่านอคติในใจพวกเราเอง แล้วก็พวกเราจำเป็นต้องใช้อคติที่อยู่ในใจผู้อื่นให้มีคุณประโยชน์ ทั้งหมดทั้งปวงนี่ เป็น สิ่งที่จำต้องไตร่ตรองก่อนซื้อหุ้น ตัว Read more ก่อนซื้อหุ้น 1 ตัวควรจะมองอะไร??

เคล็ดลับไม่ลับ นักลงทุนใหม่จำต้องทราบ

เคล็ดลับไม่ลับ นักลงทุนใหม่จำต้องทราบ

วันนี้ผมก็เลยมี เคล็ดลับไม่ลับการลงทุนสำหรับมือใหม่” อีกทั้ง ข้อ มาแบ่งปันกัน พวกเรามาดูกันเลยว่ากลยุทธ์ไม่ลับทั้งยัง ข้อนั้นมีอะไรบ้าง ?

1. “ลงทุนในตนเอง
การลงทุนที่ยอดเยี่ยม เป็นการลงทุนในตัวคุณเอง” เป็นคำบอกเล่ายอดนิยมของนักลงทุนย้ำคุณประโยชน์ (VI) ระดับตำนานของโลก อย่างปู่วอร์เรน บัฟเฟต เพราะฉะนั้นก่อนจะเริ่มลงสู่สนามจริง ควรลงทุนในวิชาความรู้ก่อน โดยไม่จำเป็นจำเป็นที่จะต้องไปเสียตังค์ซื้อหลักสูตรเรียนแพงเพียงแค่หาเรียนฟรีตามเครือข่ายสังคม หาอ่านจากหนังสือดีก็พอเพียงแล้วในการลงทุนในพื้นฐาน
การลงทุนในตนเอง อีกทั้งวิชาความรู้รวมทั้งสุขภาพ จะไม่มีผู้ใดมาแย่งมันไปจากคุณได้ การลงทุนอย่างงี้ยิ่งลงทุน ยิ่งเติบโต ยิ่งดียิ่งขึ้น เป็นการลงทุนที่ดียิ่งกว่าการลงทุนในทรัพย์สินอะไรก็ตามทั้งมวล อย่าลืมว่าตัวคุณเองเป็นทรัพย์สินที่สำคัญที่สุดนะครับ
2. 
รู้จัก ตนเอง
แน่ๆว่าทุกคนที่เข้ามาลงทุนล้วนอยากได้ผลกำไรหรือผลตอบแทนที่มาขึ้น แต่ว่าก็ไม่ใช่ว่าจะมุ่งกินกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว สิ่งจำเป็นที่จำเป็นจะต้องคุณจะต้องทราบก่อนเป็นขั้นตอนแรกเลย ก็คือ จุดหมายสำหรับในการลงทุนจำเป็นต้องแน่ชัด” เป็นต้นว่า อยากได้ลงทุนเพื่อเกษียณอายุ อยากเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน หรือเพื่อเก็บไว้เป็นมรดกให้บุตรหลานถัดไป ฯลฯ เมื่อคุณทราบวัตถุประสงค์การลงทุนที่กระจ่างแจ้งแล้ว ก็จะสามารถเลือกวิถีทางแล้วก็กระบวนการลงทุนได้อย่างเหมาะควรที่จะช่วยทำให้คุณไปสู่จุดมุ่งหมายได้จริง
อีกสิ่งที่สำคัญสิ่งหนึ่งไม่แพ้กัน เป็นจะต้องรู้สึกตัวเองว่า รับการเสี่ยงได้ขนาดไหน?” อย่ามองดูแม้กระนั้นที่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว
3. 
เงินทุนสำรอง
ข้อนี้จะไม่เกี่ยวกับการลงทุนโดยตรง แต่ว่าเสนอแนะว่าต้องการให้มีกันทุกคน มันก็คือ เงินออม” หรือ เงินทุนสำรองเผื่อเร่งด่วน” โดยขั้นต่ำจะต้องมีเงินออมไว้ราว 3-6 เท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ซึ่งควรที่จะเก็บเอาไว้ที่ซึ่งสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เร็วรวมทั้งการเสี่ยงต่ำ อย่างเช่น เงินออมออมทรัพย์ กองทุนรวมตลาดเงินตรา ฯลฯ
4. 
ใช้ เงินเย็น
การลงทุนในหุ้นนั้นมี การเสี่ยง” เงินที่จะเอามาลงทุนต้องเป็น เงินเย็น” เอาง่ายๆก็คือ เงินที่คุณมิได้ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เป็นเงินที่ไม่เป็นผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคุณ หรือสามารถเสียไปโดยที่ไม่ลำบาก (แม้กระนั้นถ้าหากขาดทุนหนักก็เครียดเช่นกัน 555)
ยิ่งกว่านั้น ชี้แนะว่าอย่าเพิ่งจะใช้เงินกู้ยืม หรือ Leverage สำหรับเพื่อการเล่นหุ้น เนื่องจากว่าควรมีภาระหน้าที่อีกทั้งดอก รวมทั้งรายจ่ายอื่นๆตามมา โดยยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคุณขาดทุนหนักจะมีผลให้พวกเราเป็นหนี้เป็นสินตามมาอีกด้วย
5. 
รู้จัก หุ้น” ที่จะลงทุน
ประการแรกจะต้องรู้เรื่องไม่เหมือนกันระหว่างคำว่า เล่นหุ้น” กับ การลงทุนในหุ้น” เสียก่อน โดยคำว่า เล่นหุ้น” นั้น ชอบหมายความว่าการเล่นเก็งกำไรในระยะสั้นจากส่วนต่างราคาหุ้น ส่วน การลงทุนในหุ้น” จะเน้นย้ำไปที่การลงทุนระยะยาว มองดูที่รากฐานของหุ้นเป็นหลัก โดยคาดหมายผลตอบแทนจากการเจริญเติบโตของบริษัท รวมทั้งเงินโบนัสเป็นหลัก สำหรับมือใหม่ ขอชี้แนะให้เริ่มลงทุนระยะยาวเป็นลำดับแรก อย่าพึ่งไปเล่น เก็งกำไร” เพราะเหตุว่าโดยสถิติแล้วส่วนมากชอบจบไม่สวยนัก
การลงทุนในหุ้นตัวไหน คุณจำเป็นที่จะต้องรู้ก่อนว่า หุ้นตัวนั้นประกอบธุรกิจอะไร ผลที่เกิดจากการดำเนินงานก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา แล้วก็เทรนในอนาคตเป็นเยี่ยงไร ข้อมูล บทวิจารณ์ ข่าวสาร ผู้บริหาร วิสัยทัศน์ รวมทั้งฯลฯ ยิ่งทราบแล้วก็รู้เรื่องในหุ้นหรือบริษัทที่คุณจะลงทุนมากมายก็ยิ่งดี ที่สำคัญเป็น จำต้องรู้จักพินิจพิจารณา รวมทั้งประมาณมูลค่าที่จริงจริง เพื่อจะได้วางแผนลงทุนได้อย่างแม่นยำ
6. 
รักษา ทุน” ให้ได้ก่อน
วอร์เรน บัฟเฟต นักลงทุนระดับตำนานของโลก เคยกล่าวไว้ว่า กฎการลงทุนมี ข้อ ข้อแรกเป็นอย่าขาดทุน ข้อสองเป็นอย่าลืมกฎข้อแรก” กระบวนการลงทุนที่เยี่ยมที่สุด เป็น อย่าขาดทุน” ในทีแรกๆอย่าพึ่งจุดโฟกัสที่ผลกำไรเป็นหลัก ด้วยเหตุว่าความคาดหมายที่ต้องการจะได้กำไรสูงจะก่อให้กำเนิดความโลภละโมบ จนถึงบางโอกาสนำมาซึ่งการตัดสินใจที่บกพร่องได้ ฉะนั้น สิ่งจำเป็นที่คุณจำต้องถามตนเองเสมอเป็น พวกเราจะลดการเสี่ยงสำหรับในการขาดทุนได้ยังไง? Read more เคล็ดลับไม่ลับ นักลงทุนใหม่จำต้องทราบ

มาจับผิดหุ้นกัน??

มาจับผิดหุ้นกัน??

การ จับผิด” ตัวหุ้นที่มองเห็นได้ง่ายรวมทั้งแจ่มกระจ่างที่สุดน่าจะเป็นเรื่องของจำนวนการค้าขายหลักทรัพย์ในตลาดวันต่อวัน หุ้นตัวไหนที่มีจำนวนการค้าขาย มากยิ่งกว่าธรรมดามากมาย” นั้นคงจะวัดจากจำนวนการค้าขายหุ้นเทียบกับ Market Cap. ของหุ้นของบริษัท โดยธรรมดา ผมรู้สึกว่าหุ้นที่มีจำนวนการค้าขายต่อวันสูงยิ่งกว่า 1% 

ก็คงจะนับว่าเป็นหุ้นที่มีการ เก็งกำไร” สูง ซึ่งก็คือว่ามีคนเล่นหุ้นตัวนั้นมากมาย เป็นซื้อหุ้นมาเพื่อจะขายต่อได้กำไรอย่างเร็ว พวกเขาคงจะมิได้นึกถึงเรื่องของเบื้องต้นของธุรกิจการค้านักแม้กระนั้นมักเน้นย้ำที่ข่าวสารหรือ สตอปรี่” ของบริษัทที่ชอบไม่ค่อยใช่หรือเป็นได้ยาก ด้วยเหตุนี้ เวลาพวกเราพินิจพิจารณาหุ้นพวกนี้ พวกเราบางครั้งอาจจะต้องระมัดระวังว่า ราคาหุ้นบางทีก็อาจจะสูงยิ่งกว่าค่ารากฐานถ้าหากเรื่องราวต่างๆนั้นได้โอกาสที่จะไม่เกิดขึ้นหรือเปล่าเสร็จสูง อย่างไรก็แล้วแต่ จำนวนจำนวนการค้าขายหุ้นนี้ก็คงจะควรมีการคาดคะเนว่ามันสูงเกิน 1% ไปๆมาๆน้อยขนาดไหน เหมือนกัน พวกเราจะต้องมองว่าจำนวนหุ้นหมุนวนในตลาดของหุ้นตัวนั้นเป็นเยี่ยงไร เพราะเหตุว่าถ้าหากหุ้นเวียนนั้นมีน้อยดังเช่น มีเพียงแค่ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ อัตราการค้าขาย 1% ก็จะยิ่งมองสูงมากขึ้น แม้กระนั้นถ้าหากหุ้นหมุนวนสูง อัตรา 1% ต่อวันก็บางครั้งอาจจะยอมรับได้
การจับผิดในด้านของราคาหุ้นนั้น สิ่งที่ผมจะมองก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ เร่าร้อน” มากมายนั้น ราคาที่ปรับพฤติกรรมขึ้นหรือลงชอบสูงยิ่งกว่าธรรมดามากมาย บางวันกระโจนขึ้น 3-5% โดยที่ไม่มีเรื่องราวอะไรเลยหรือมีแต่ว่าข่าวสารที่มิได้น่าระทึกใจในด้านของฐานราก อาทิเช่น ผู้บริหารหรือ ที่มาของข่าว” คาดว่าผลกำไรตรีกนกนี้จะ โต” ฯลฯ ลักษณะของราคาหุ้นที่ดีดตัวขึ้นแรงเป็นประจำนั้น สิ่งที่ผมตื่นตระหนกก็คือ มันบางครั้งอาจจะเป็นหุ้นที่ถูก “Corner” หรือหุ้นที่ผู้บริหารแล้วก็/หรือนักลงทุนรายใหญ่ได้ซื้อหุ้นจนถึงคงเหลือในมือของนักลงทุนรายย่อยน้อยมากกระทั่งทำให้เมื่อมีคนเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มเติม ราคาก็จะ กระโจน” ขึ้นไปแรงมากมาย ในเหตุการณ์แบบงี้ ราคาหุ้นก็ชอบ อยู่สำหรับเพื่อการควบคุม” ของคนบางบุคคลหรือบางกรุ๊ปได้
ในที่สุดในเรื่องของราคาหุ้นก็คือ ผมชอบมอง Market Cap. ของหุ้นก่อนจะเริ่มเข้าไปพินิจพิจารณา เพราะเหตุว่าค่าตลาดของหุ้นนั้นมันบ่งถึง ขนาด” ของธุรกิจว่ามันใหญ่ขนาดไหน ซึ่งผมก็ชอบมองว่ามันอยู่ในอุตสาหกรรมอะไร คู่แข่งขันที่มีขนาดใหญ่มี Market Cap. เยอะแค่ไหนเทียบกับขนาดของบริษัท ถ้าหากพบว่าบริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มิได้ใหญ่มโหฬารนักหรือยอดจำหน่ายของบริษัทก็มิได้สูงมากมายแม้กระนั้นค่าหุ้นของบริษัทในช่วงเวลานั้นสูง เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท” ผมก็จำเป็นต้องระวังมากมายเวลาพินิจพิจารณา หรือไม่ก็เลิกดูหรือเลิกพึงพอใจไปเลย เพราะว่าจังหวะที่พวกเราจะซื้อหุ้นน่าจะมีน้อย หรือถ้าหากซื้อก็ได้โอกาส ไม่ถูกอย่างแรง” สูง Read more มาจับผิดหุ้นกัน??